บทที่ 6 บทที่6
เวลาผ่านไปจวนเที่ยงของวัน หนิงเทียนยังคงเคลียร์เอกสารกองโตที่โต๊ะ จนลืมไปเลยว่ามื้อเที่ยงกำลังจะมาถึง
"หนิงเทียน พักได้แล้วไปหาอะไรกินกัน ยิ่งพึ่งจะฟื้นไข้แบบนี้ยิ่งต้องทานข้าวให้ตรงเวลานะ"
ด้วยความเป็นห่วงของหลิงเฟิง เขาจึงเอ่ยชวนหนิงเทียน ทว่าคนที่เดินตามมาข้างหลังนั่นสิท่าจะไม่เป็นมิตรกับใคร
ใบหน้าตึงยิ่งกว่าหนังสติ๊กของประธานยู่ เขาไม่มีแม้แต่รอยยิ้มประดับใบหน้าสักนิด ยิ่งได้ยินหลิงเฟิงเอ่ยปากชวนหนิงเทียนไปทานข้าวละก็ ยิ่งทำให้ใบหน้านั้นไร้รอยยิ้มเอาดื้อๆ
"โตแล้วนี่ ทำไมต้องให้คนอื่นชวนไปกินข้าว หรือว่าร่างกายไร้ความรู้สึก จนไม่รู้ว่าหิวเป็นยังไง"
หนิงเทียนลอบถอนหายใจช้า ๆ รู้ว่าเขาประชดแต่ก็ไม่อยากจะทำให้เรื่องบานปลาย ตัวเขาเลยพูดตัดบท
"รู้ครับ แต่เพราะน้ำใจของคุณเฟิง เขาเลยชวนผมเพราะกลัวว่าผมจะลืมเวลาเท่านั้นเอง"
"นี่เธอหาว่าฉันแล้งน้ำใจเหรอ"
"เปล่านะครับ ผมยังไม่ได้หมายถึงคุณยู่สักนิด"
ก็พยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาแล้วแท้ ๆ แต่ยู่หลงยังวกกลับมาหาเรื่องหนิงเทียนจนได้ และคนที่คอยตัดบทไม่ให้เป็นการทะเลาะก็คงจะเป็นหลิงเฟิง
"คุณยู่ครับ หนิงเทียนคงไม่ได้หมายถึงแบบนั้นหรอกครับ จริงสิบ่ายนี้ต้องเดินทางไปพบรัฐมนตรีฉีหนาน เรารีบไปทานอาหารกันดีกว่านะครับ ผมจองภัตตาคารไว้แล้ว"
ยู่หลงเงียบลงเขาไม่ได้โต้ตอบอะไรเพิ่ม แต่สิ่งที่เขาทำคือเดินนำหน้าของหลิงเฟิงและหนิงเทียนไปทันที
ส่วนหนิงเทียน หลังจากที่ยู่หลงเดินไปแล้วเขาก็ส่ายหัว จากนั้นก็เก็บอุปกรณ์ให้เข้าที่
"ไปได้แล้ว เดี๋ยวก็โดนดุอีกหรอก"
"ผมต้องไปด้วยเหรอครับคุณเฟิง"
"ก็ต้องไปสิ หากเธอไม่ไปมีหวังเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้" ไม่รู้ว่าจะวางตัวแบบไหนแล้วตอนนี้ ไม่รู้ว่าคุณยู่จะเอายังไงกับตน เขามีแต่ความเย็นชาใส่ แต่ก็ไม่ยอมให้ไปจากชีวิตทั้ง ๆ ที่เขาเองก็มีคุณซูฉีอยู่แล้ว
ภัตตาคาร
โต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ในห้องรับประทานอาหารอันสงบ บรรยากาศเผยให้เห็นความสวยงามของจานอาหารที่ถูกจัดวางอย่างประณีต แม้จะแสดงความพิถีพิถันในการตกแต่ง สำหรับหนิงเทียนเขาไม่อยากจะแตะต้องมันสักนิด ความเงียบสงัดที่ครอบคลุมทุกมุมในห้อง กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งเล็ก ๆ
ตอนนี้ความสัมพันธ์นั้น มันกลับถูกบดบังด้วยเงาของความเฉยชา ความเงียบงันในมื้อกลางวันนี้ มันทำให้หลิงเฟิงที่เป็นตัวกลางต้องโน้มตัวลงมากระซิบ เพราะกลัวว่าหากถามขึ้นเสียงดัง จะรบกวนการทานอาหารของท่านประธานใหญ่
"หนิงเทียนไม่ทานละนั่งมองทำไม"
"ผมรู้สึกไม่หิวเลยครับ" แม้ว่าหนิงเทียนจะพูดเบา ๆ ออกมา แต่หูของท่านประธานยู่ก็ไม่ได้หนวก เขาได้ยินสิ่งที่หนิงเทียนพูดขึ้นกับหลิงเฟิง
"อิดออดสำออยอะไรอีก " เขาพูดในขณะที่ก้มหน้าคีบอาหารใส่ปาก โดยไม่เงยขึ้นมามองหน้าหนิงเทียนเลยสักนิด
ส่วนหนิงเทียนเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงรู้สึกว่าไม่อยากกินอาหารมื้อนี้ รู้สึกเหม็นหมูเห็ดเป็ดไก่อย่างบอกไม่ถูก
"ผมแค่รู้สึกว่าไม่อยากกินก็เท่านั้นเอง"
"ตามใจ" และยิ่งเขาไม่ได้เป็นคนเอาอกเอาใจใครเป็นแล้วละก็ ก็ยิ่งไม่เงยหน้าขึ้นมามองหน้าหนิงเทียนอีก และคงไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตอนนี้หนิงเทียนสบายดีหรือเปล่า หรือจะเป็นพิษไข้ที่ยังไม่สร่าง
แม้ว่าปากมันจะไม่รู้สึกว่าอยากจะทานอะไร แต่หนิงเทียนก็พยายามจะกลืนมันลงคอ กลัวว่าจะไม่มีเรี่ยวแรงในการทำงาน หากเป็นลมขึ้นมาละก็มีหวังเขาต้องมาว่าหนิงเทียนสำออยอีกตามเคย
หนิงเทียนเอื้อมมือไปตักเป็ดพะโล้แต่ด้วยความห่วงใยน้องชาย หลิงเฟิงที่คอยดูแลหนิงเทียนมาโดยตลอดเลยรีบตักชิ้นเป็ดแล้ววางใส่ถ้วยเล็กให้ทันที ทว่า
"มือไม่มีแล้วหรือไง ถึงให้คนอื่นตักให้ ตั้งแต่ป่วยมาเนี่ยเรียกร้องความสนใจตลอด" คำพูดที่เหน็บแนบเยือกเย็น ไม่ได้ดุดันอะไรมากแต่เชื่อไหมว่ามันแฝงไปด้วยความน่ากลัวที่ซ้อนเอาไว้ จนหลิงเฟิงรู้สึกหนาว ๆ ร้อยๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าอาการหึงหวงของท่านประธานก็ไม่ได้เป็นแบบนี้มาก่อน
"ผมเห็นว่าหนิงเทียนยังไม่หายดี เห็นน้องมองอาหารนานแล้วก็เลยตักให้"
"กูไม่ได้ถามมึง" ปัก!
อยู่ ๆ ก็กะแทรกตะเกียบลงที่โต๊ะอาหารจนเกิดเสียง ทำเอาหลิงเฟิงและหนิงเทียนสะดุ้งตกใจ จากนั้นเขาก็หยิบน้ำขึ้นมาดื่ม
"กูอิ่มแล้ว"
"แต่คุณยู่ครับ หนิงเทียนยังไม่ทานอะไรเลยนะครับ"
"ช่างมันสิ ใครบอกให้ลีลาก็รู้ว่ามีงานข้างหน้านั่งอิดออดเป็นง่อยให้คนตักให้ อีกหน่อยคงหาคนตักข้าวใส่ปากสิท่า"
เขาพูดออกมาโดยไม่คิดคำนึกเลยว่ามันจะทำร้ายน้ำใจของหนิงเทียนหรือเปล่า เพราะเขาแท้ ๆ ที่ทำให้หนิงเทียนไม่สบาย หากไม่ไล่หนิงเทียนลงรถตากฝนไปเอาเอกสารละก็ หนิงเทียนก็คงไม่ป่วย
แต่อย่างว่า เขาเป็นนายแม้ว่าตัวเองจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขา แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญขนาดนั้น เขาก็ยังมองว่าตัวเองเป็นเพียงลูกน้องคนหนึ่ง แต่เป็นลูกน้องที่ให้ความสุขบนเตียงได้
หนิงเทียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ จากนั้นก็เดินตามหลิงเฟิงมาตลอดโดยที่ไม่ปริปากบ่นสักคำว่ากินไม่อิ่มหรือหิว เมื่อขึ้นมาที่รถหนิงเทียนก็นั่งข้างคนขับอย่างหลิงเฟิง ส่วนพวกบอดี้การ์ดก็ขับตามมาด้านหลัง
ใบหน้าของหนิงเทียนในตอนนี้หมอง ๆ เศร้า ๆ ดูซีดเซียวเหมือนคนไม่มีเลือดลม หลิงเฟิงแอบชำเลืองมองน้องก็หลายครั้งกลัวเหลือเกินว่าหนิงเทียนจะเป็นลมคอพับที่ห้องประชุม
เมื่อมาถึงบริษัทแล้ว ประธานยู่ก็ขึ้นไปที่ห้องทำงานส่วนตัวของเขา โดยที่ไม่สนใจทั้งหนิงเทียนและหลิงเฟิงอีก
"เดี๋ยวก่อนสิ หนิงเทียน"
"อะไรครับ" หลิงเฟิงมองตามท่านประธานกลัวว่าเขาจะย้อนกลับมาแต่ก็ไม่เห็น อยู่ ๆ เขาก็เดินย้อนกลับไปที่รถแล้วหยิบแซนด์วิชมาให้หนิงเทียนหนึ่งชิ้น
"คุณเฟิงมีของแบบนี้ด้วยเหรอครับ"
"ก็ต้องมีติดไว้ชั่วโมงเร่งรีบ กินเถอะสีหน้าไม่ค่อยดีเลย อย่าเป็นอะไรเด็ดขาดก็รู้ว่าคุณยู่แกปากไม่ดี"
พอพูดแบบนั้นก็ต้องมองซ้ายมองขวา กลัวว่าจะมีคนมาได้ยิน ส่วนหนิงเทียนเขาอดยิ้มไม่ได้กับคำพูดของหลิงเฟิงที่บอกว่าคุณยู่ปากไม่ดี แต่มันก็จริงที่เขาเป็นแบบนั้น
